Little miss sunshine
พล็อตเรื่องว่าด้วยครอบครัวที่มีที่เหมือนกำลังจะแตกแยก ตั้งใจจะเดินทางเป็นพันไมล์ไปแคลิฟอเนียเพื่อพาลูกสาวคนเล็กไปประกวด Little Miss Sunshine เรื่องราวระหว่างทางทำให้ครอบครัวนี้เข้าใจกันมากขึ้น หนึ่งใน Road movie ที่น่าจะเป็นหนังขึ้นหิ้งในดวงใจของใครหลายคน
IMDB : http://www.imdb.com/title/tt0449059/ (8.0/10)
TMDB : http://www.themoviedb.org/movie/773 (8.4/10)
RottenTomatoes: http://www.rottentomatoes.com/m/little_miss_sunshine/ (90%)
<< spoil นะจ๊ะ แต่คิดว่าไม่น่ามีผลต่อความสนุกของหนัง >>
ความดีของเรื่องนี้ผมยกให้บทที่สร้างสรรค์และชัดเจนในการแสดงความแตกต่างและเว้าแหว่งของมนุษย์ การที่คนในครอบครัวไม่เข้าใจกันนำพาไปสู่ปากเสียงที่ไม่รดราวาศอก บทขับเน้นความประหลาดที่ธรรมดาในการอยู่ร่วมกัน ดังคำโปรยของหนังที่ว่า "Everyone just pretend to be normal" - ทุกคนต่างก็แสร้งทำเป็นปกติกันทั้งนั้น ความบกพร่องเป็นส่วนหนึ่งของเราทั้งร่างกายและจิตใจ เรามองเห็นความไม่ดีของคนอื่นโดยเพิกเฉยสิ่งไม่ดีของเราให้กองเน่าเหม็นในจิตใจ
ตัวละครในเรื่องนี้ล้วนมีลักษณะเด่นเฉพาะตัว เพื่อให้ผู้ชมสามารถเข้าใจได้ง่าย พล็อตเรื่องไม่ซับซ้อน แต่ผู้ชมจะรับความรู้สึกต่างๆ และเสมือนร่วมเดินทางเติบโตไปกับตัวละครเหล่านั้น
เรื่องเริ่มจากตัวละครตัวน้อยๆ เด้กสาวผู้น่ารักที่มีความใฝ่ฝันจะชนะการประกวดนางงาม Abigail Breslin แสดงเป็นหนู Olive ได้อย่างน่ารักและสดใสทีเดียว แม้ว่าเธอจะมีพุงยื่นออกมาหน่อยๆ ก็เถอะ
คุณแม่ Sheryl แสดงโดย Toni Collette ผู้ต้องจัดการกับเรื่องราวน่าปวดหัวของครอบครัว แต่ตัวเองเธอเองก็ยังจัดการนิสัยที่ติดบุหรี่ยังไม่ได้
พี่ชายของ Sheryl คือ Frank (Steve Carell) ผู้ได้รับทุน Proust (มาร์เซล พรูสต์ นักเขียนนิยายชาวฝรั่งเศส) สูงสุด แต่ดันมาเป็นพวกรักร่วมเพศที่ฆ่าตัวตายเพราะชายที่แอบไปหลงรักดันไปรักกับชายอื่น (แถมยังฆ่าตัวตายไม่สำเร็จอีกต่างหาก)
ปู่ Edwin Hoover (Alan Arkin) รับบทเป็นคุณปู่แสนดี แต่ปากร้าย ไฟราคะแรงสูง แถมยังติดเฮโรอีนเมื่อปั้นปลายของชีวิต
พี่ชายคนโต Dwayne (Paul Dano) วัยรุ่นหนุ่มที่เปิดเรื่องมาก็ใบ้กินเพราะสัญญากับตัวเองไว้ว่าจะไม่พูดจนกว่าจะสอบเข้าโรงเรียนทหารอากาศให้ได้ เป็นคนที่ดูเหมือนว่าจะสังเกตเห็นความผิดปกติของทุกคนได้ชัดเจน บางครั้งเขาก็ยิ้มให้กับความไม่ปกติเหล่านั้น
คนพ่อ Richard (Greg Kinnear) นักพูด เรื่องหลักของเขาคือ "บันไดสู่ความสำเร็จ 9 ขั้น" กำลังจะได้เขียนหนังสือขาย ประโยคเด็ดคือ "โลกนี้มีคนอยู่สองประเภท หนึ่ง ผู้ชนะ และ ไอ้ขี้แพ้" ซึ่งเปิดเรื่องมาก็กลายเป็นว่าเขาน่ะเป็นหนึ่งในพวกไอ้ขี้แพ้เสียเอง
จะเห็นว่าทั้งหมดนี้ต่างก็เป็นคนผิดปกติ (dysfunctional) และพวกขี้แพ้ทั้งนั้น (Losers) ครอบครัวนี้ตัดสินใจยกครอบครัวเดินทางไปงานประกวดของน้องสาวคนเล็ก โดยใช้พาหนะเป็นแวนโฟล์กสวาเกน (เค้าว่าเป็น Volkswagen Type 2 (Kombi)) สีเหลืองที่สภาพไม่ค่อยดีนัก สัญลักษณ์ที่พอจะตีความได้ ก็คือ
- รถตู้ เปรียบเสมือนครอบครัวนี้เอง นี้ที่ผุพัง เหมือนคำโปรยว่า "A family on the verge of a breakdown"
- การนั่งในไปรถคันเดียวกัน เหมือนกับการใช้ชีวิตร่วมกันในครอบครัว ในวินาทีที่เราตัดสินใจจะออกเดินทางร่วมกัน เราไม่รู้ว่าจะมีอุปสรรคในะรหว่างการเดินทางอันแสนไกลหรือไม่ แต่เราตกลงแล้ว่าจะเดินทางไปด้วยกัน แม้เราจะรู้อยู่แก่ใจว่าเราไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าเราจะไปกันได้ตลอดรอดฝั่งหรือเปล่า หรืออาจะมีบางคนลงกลางทางหรือไม่
- การที่รถเสีย เปรียบได้กับชีวิตที่ไม่แน่นอน เมื่อเร่งมากเกินไปหรือเข้าเกียร์ไม่ถูกจนรถพังนั้น ก็ทำให้เกิดผลเสียที่น่าหงุดหงิดระหว่างเดินทาง
- โชคยังดีที่ถ้าทุกคนช่วยกันเข็นรถ ช่วยกันออกแรง รถก็จะขับเคลื่อนไปได้ แม้ว่าอะไหล่ที่พังนั้นจะยังไม่ได้รับการซ่อมแซม เราจะประคองกันไปก่อน
- รถพังๆที่เมื่อออกตัวแล้วลดความเร็วไม่ได้นั้น(ต้องประคองให้อยู่ในเกียร์ 3-4) ก็เหมือนชีวิตที่บางครั้งก็ไม่ได้ควบคุมได้เสมอไป ดังที่มีคนกล่าวไว้ว่า เราไม่สามารถบังคับให้ลมหมุนมาได้ ที่ทำได้คือหันใบเรือให้ถูกทางเท่านั้น
เรื่องนี้เรียกได้ว่าเป็น Dark comedy หรือตลกร้าย ที่สุดท้ายแล้วก็ไม่ได้มีใครในครอบครัวเรียกได้ว่าเป็นผู้ชนะในการแข่งขันกับคนอื่น การแข่งขันที่บางคนในครอบครัวเริ่มรู้สึกได้ว่าน่าขยะแขยงและน่ารังเกียจ การประกวดประชันนี้มีอยู่ทุกที่ในสังคม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเรียน งาน การชิงดีชิงเด่น การดำเนินไปในโลกนี้มีแต่ความขมขื่น แต่เป็นความขมขื่นที่น่าหรรษาและน่ายินดีที่ได้รับมันเข้ามา ความขื่นจะสอนและเป็นบทเรียนให้เรา เหมือนที่ลุง Frank พูดกับ Dwayne ว่า
"ไม่มีใครได้รับบทเรียนอะไรจากการมีความสุขหรอก"
ฉากประทับใจในเรื่องนี้
- ฉากเปิดเรื่อง
- ฉากลุง Frank เล่าเรื่องความผิดหวังในรักจนฆ่าตัวตายให้หลานฟัง
- ฉากเข็นรถ
- ฉากกิน อะลาโมดี้ :) ตอนนี้ที่เริ่มเห็นรอยยิ้มของ Dwayne เด่นชัด ขัดกับข้อความที่ Dwayne บอกว่า I hate everybody
- ฉากที่ Dwayne ผิดหวังเพราะตาบอดสี และเสียใจจนสติแตก ไม่มีใครนึกคำพูดอะไรออก นอกจากหนู Olive ที่เพียงเดินเข้าไปโอบกอดเท่านั้น การปลอบโยนที่ไม่ต้องใช้คำพูดแม้สักคำ
- ฉากใกล้จบที่ทุกคนออกไปช่วยหนู Abigail เต้น ฉากนี้น้ำตาไหลพรั่งพรู เหมือนว่าเฮ้ยเราอุตส่าห์เดินทางมาไกลด้วยกันนะ (ถึงแม้ชั้นจะนั่งดูอยู่เฉยๆ ก็เหอะ!)
- หนู Abigail น่ารักมาก นึกถึงน้องสาวที่กำลังเรียนร้องเพลงอยู่ :D
- ตัวพ่อ บางมุมนึกถึงพ่อตัวเองแฮะ คล้ายๆกัน
เรื่องนี้สมควรค่าแก่การจดจำและซื้อมาเก็บไว้เป็นสมบัติส่วนตัวนะครับ :) ให้ 9.5/10 คะแนนเลย ทั้งเรื่องกำกับ ตัดต่อ การแสดง บทหนัง (ว่าแต่มีที่ติตรงไหน หายไป 0.5 คะแนนได้ยังไง ยังนึกไม่ออก ฮ่าๆๆ)
